วางแผนการศึกษาของลูกให้ดี เรียนหนักเกินไปใช่ว่าจะทำให้ได้ผลการเรียนดี

วางแผนการศึกษาของลูกให้ดี เรียนหนักเกินไปใช่ว่าจะทำให้ได้ผลการเรียนดี
วางแผนการศึกษาของลูกให้ดี เรียนหนักเกินไปใช่ว่าจะทำให้ได้ผลการเรียนดี

การศึกษาเป็นต้นกำเนิดของความรู้เพื่อนำไปสู่อาชีพที่เด็ก ๆ ฝันใฝ่ได้ในอนาคต แต่การเรียนที่เคร่งเครียดจนเกินไปก็มักจะไม่เกิดผลดีกับเด็กๆ นัก จะเห็นได้ในปัจจุบันที่มีหลายครอบครัวส่งลูกๆ ไปเรียนพิเศษหลังจากเลิกเรียนในเวลาปกติ ซึ่งการเรียนพิเศษเสริมอาจจะเหมาะกับเด็กบางคน และอาจจะไม่เหมาะกับเด็กบางคน เพราะความสามารถในการรับความรู้ของแต่ละคนมีศักยภาพไม่เท่ากัน ซึ่งหากบางคนรู้สึกเครียดกับการเรียนเต็มช่วงเวลาปกติแล้ว แต่พ่อแม่ยังบังคับให้ลูกไปเรียนพิเศษเสริมช่วงหลังเลิกเรียนอีก ก็จะยิ่งเป็นการสร้างความตึงเครียดและกดดันให้กับเด็ก ๆ ด้วย ดังนั้นพ่อและแม่ควรวางแผนการศึกษาของลูกให้ดี ไม่ใช่คำนึงถึงเพียงแค่ต้องการผลการเรียนที่ดี ๆ เท่านั้น แต่การเรียนสำหรับลูกควรเป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองตามช่วงวัยที่ดี และต้องไม่ควรมีการกดดันของพ่อแม่เข้ามาแทรกแซง

วางแผนการศึกษาของลูกให้ดี ไม่ใช่การกดันให้เรียนหนักเกินไป ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการเรียนที่หนักจนเกินไป

ผลเสียต่อร่างกาย หากพ่อแม่กดดันต้องการอยากให้ลูก ๆ เรียนเสริมเพิ่มความรู้หรือการเรียนพิเศษแบบหนัก ๆ แต่เด็ก ๆ อาจจะเหนื่อยล้าจากการเรียนในช่วงเวลาปกติในโรงเรียนมาแล้วนั้น อาจยิ่งเป็นการสร้างความกดดันและเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับเด็กๆ ที่อยากพักผ่อนช่วงหลังเลิกเรียน ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพของเด็กๆ ได้ เช่น ไม่ยอมรับประทานอาหาร อาจเป็นผลมาจากความเครียดจนทำให้ทานอาหารไม่ได้ และนอนไม่หลับ จึงส่งผลให้ร่างกายเกิดการทำงานที่ผิดปกติไป จนอาจทำให้มีอาการเจ็บป่วย อาจจะไม่สบายเล็กๆ น้อยๆ จนไปถึงขั้นป่วยหนักก็เป็นได้ ซึ่งจะเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับคนที่เกิดอาการอาเจียนหรือเวียนศีรษะที่เกิดจากความเครียดในขณะนั้น 

ผลเสียต่อสุขภาพจิต สุขภาพจิตในที่นี้หมายถึง ภาวะทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อการแสดงออกทางอารมณ์ของเด็กๆ ซึ่งหากเด็กๆ รู้สึกถูกบังคับ ไม่เป็นตัวของตัวเอง เมื่อเลิกเรียนจากโรงเรียนแล้วก็อาจต้องการพักผ่อน เล่นทั่วไปเหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่จะต้องทำตามใจพ่อแม่ในการไปเรียนเพิ่ม เด็กก็อาจจะรู้สึกกำลังถูกบังคับอยู่ อาจส่งผลทางสุขภาพจิตของเด็กได้ ทำให้ไม่มีความร่าเริง เก็บกด หรือเศร้าเมื่อยู่คนเดียวก็เป็นไปทั้งสิ้น ดังนั้นการวางแผนการศึกษาของลูกให้ดี จึงไม่ใช่เพียงการเร่งยัดเยียดการเรียนในสิ่งที่เกินขีดความสามารถของเด็กแต่ละคน เพราะแม้จะเป็นเด็กในช่วงวัยเดียวกัน แต่ขีดจำกัดการรับสิ่งต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้นพ่อและแม่จึงไม่ควรนำลูกของตนเองไปเปรียบเทียบกับลูกบ้านอื่น เพื่อหาข้ออ้างเพิ่มการเรียนพิเศษให้กับลูก เพราะนอกจากการกดดันลูกในด้านการเรียนจะไม่ส่งผลดีต่อผลการเรียนของลูกแล้ว ยังอาจส่งผลเสียในด้านต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาได้ด้วย

เรียนไปด้วยเล่นไปด้วยในเวลาที่เหมาะสมก็ไม่เสียหายนะ การวางแผนการศึกษาให้กับลูกที่ไม่กดดัน

เรียนไปด้วย เล่นไปด้วย ก็เป็นการวางแผนการศึกษาลูกที่ดีได้เช่นกัน เพราะเป็นการเพิ่มทั้งอีคิวและไอคิวให้กับลูกได้ หากผู้ปกครองต้องการให้ลูกหลานของตนเรียนเสริมเพิ่มความรู้ หรือซ่อมเสริมในวิชาที่อ่อนไป ก็ควรแบ่งเวลาเรียนให้เด็กๆ ได้มีการพักผ่อนบ้าง ไม่ควรจัดเวลาเรียนให้อัดแน่นจนเกินไป อีกทั้งการเรียนและเล่นในเวลาที่เหมาะสมก็ไม่ถือว่าเป็นการเสียหายอย่างไร หากแต่ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนกิจกรรมให้เด็กๆได้ทำบ้าง จะได้ไม่เคร่งเครียดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไปนั่นเอง

ดังนั้นผู้ปกครองจึงไม่ควรยัดเยียดการศึกษาให้กับลูกของตนมากจนเกินไป ควรให้อยู่ในกรอบของความพอดี ไม่เอาลูกตนเองไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดอาการน้อยใจ คิดมากจนอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ได้ แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองควรหาวิธีการพูดคุย สอบถามความสมัครใจของเด็กด้วยตนเอง หรือหากในวิชาใดที่คุณสามารถสอนหรือติวให้แก่ลูกๆ ได้ด้วยตนเอง ก็ควรเลือกใช้วิธีนี้มากกว่าการที่จะส่งลูกไปติวกับคนอื่น ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งในครอบครัวที่นอกจากจะเป็นการเพิ่มความรู้ให้กับลูกแล้ว ยังถือว่าเป็นการสร้างความกระชับรักให้กับครอบครัวอีกด้วย

บทความอื่นๆ

ติดตามเว็บไซต์ดีๆ