เทคนิคบำรุงสมองให้ลูกรัก โตตามวัย ฉลาดได้ด้วยวิธีธรรมชาติ

        การใส่ใจดูแลสมองน้อย ๆ ของลูกรักตั้งแต่เขายังเด็ก โดยเฉพาะการดูแลด้วยวิธีธรรมชาติที่ปลอดภัย นอกจากจะทำให้เขามีพัฒนาทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ดี และเหมาะสมกับวัยแล้ว ก็ยังช่วยให้เด็กมีความสุข ซึ่งความสุขนี่แหละที่จะทำให้เขาเติบโตมาเป็นเด็กที่มี EQ ไม่แพ้ IQ เลย จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องบำรุงสมองให้ลูก

ทำไมจึงต้องบำรุงสมองให้ลูกรัก

             พ่อแม่ควรบำรุงสมองให้ลูกน้อย เนื่องจากสมองของเด็กจะพัฒนาการไปตามวัย หากเด็กไม่ได้รับการดูแลสมองอย่างถูกต้อง ก็อาจทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองช้ากว่าวัย หรือเป็นโรคที่เกี่ยวกับสมองได้พัฒนาการของสมองของเด็กแต่ละช่วงวัย จะบอกคุณว่าพวกเขาเก่งขึ้นทุกวัน ดังนั้นถ้าคุณไม่รีบส่งเสริมเสียแต่ตอนนี้ ก็จะทำให้คุณและลูกน้อยพลาดโอกาสสำคัญ ในการมีสมองที่ดีสมวัย

พัฒนาการทางสมองของเด็กวัยต่าง ๆ

  • เด็กแรกเกิด – 1 ปี (วัยทารก) เด็กวัยนี้จะเริ่มมีความจำ ความสนใจ และรู้จักการเรียนรู้แล้ว เพียงแต่เขายังสื่อสารไม่ค่อยได้
  • เด็ก 2-3 ปี (วัยหัดเดิน) เขาจะสื่อสารได้มากกว่า 200 คำ มีความเข้าใจเรื่องภาษา เริ่มรู้จักเรื่องของขนาด เริ่มรู้และเข้าใจเหตุผลมากขึ้น
  • เด็ก 4-5 ปี (วัยก่อนเข้าเรียน)

          เป็นช่วงวัยที่พ่อแม่ควรส่งเสริมเรื่องภาษาที่ 2 มาก เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้เร็วมาก และเด็กจะสื่อสารได้ยาวขึ้น ทั้งยังเข้าใจเรื่องเหตุผลดีขึ้นมาก

  • เด็ก 6-12 ปี (วัยเรียน) เด็กได้เข้าระบบการศึกษาจึงทำให้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมีระบบ ทั้งยังคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี
  • เด็ก 13-18 (วัยรุ่น) เด็กวัยรุ่นจะมีความคิดสร้างสรรค์มาก และสามารถคิดต่อยอดจากสิ่งที่เรียนรู้ได้รวดเร็ว

พ่อแม่ควรบำรุงสมองให้ลูกน้อยด้วยอาหารเสริมสร้างสมอง ซึ่งเป็นสารอาหารเสริมให้ลูกฉลาดสมวัย และสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองโดยตรงก็มีมากมาย เช่น

-วิตามินบี 1 พบมากใน ธัญพืช ไข่แดง และเนื้อสัตว์  

-วิตามินบี 5 พบมากใน เนื้อสัตว์ปีก นม ธัญพืช และผักผลไม้

-วิตามินบี 6 พบมากใน เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ และฝักพืช  

-วิตามินบี 12 พบมากใน ไข่ นม และโยเกิร์ต

-แมงกานีส พบมากใน ตับสัตว์ อาหารทะเล และผลไม้

-กรดโฟลิก พบมากใน ผักใบเขียวเข้ม และถั่วต่าง ๆ

ท่าบริหารสมอง “Brain Gym” เหมาะกับน้อง ๆ หนู ๆ  

วิธีบำรุงสมองให้ลูก หรือการการฝึกสมองให้ลูกน้อย ด้วยวิธีการแบบ “Brain Gym” ก็คือการใช้ท่าบริหารสมองสำหรับลูกน้อย โดยจะมีทั้งท่าที่ให้เขาทำเอง หรือคุณอาจช่วยเขาได้ในกรณีที่เขายังเป็นเด็กเล็ก ซึ่งท่าการบริหารสมองนี้จะช่วยกระตุ้นให้สมองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวดี การได้ยินมีประสิทธิภาพ และบางท่าก็ช่วยให้เด็กผ่อนคลายหายเครียด และมีสมาธิด้วย

เคล็ดลับพัฒนาสมองด้วย วิธีการบริหารแบบ “Brain Gym” ที่อยากแนะนำคุณ เช่น

ท่าบริหารแตะสลับมือ

ประโยชน์ : เหมาะกับเด็กวัยเรียนรู้ เพราะเป็นท่าที่ช่วยพัฒนาสมองทั้งสองซีก และเด็กที่กำลังง่วงหรือเครียดจากการอ่านหนังสือเมื่อได้ทำท่านี้แล้วก็จะรู้สึกสดชื่นขึ้น

วิธีบริหาร

-ยืนโดยให้ปลายเท้าแยกจากกันเพียงเล็กน้อย

-ให้เอาข้อศอกขวามาแตะที่หัวเข่าซ้าย (ยกเข่าซ้ายรับด้วย)

-ให้เอาข้อศอกซ้ายมาแตะที่หัวเข่าขวา (ยกเข่าขวารับด้วย)

-ให้ทำท่านี้สลับกันไปมาสัก 3-5 นาที

 

ท่าบริหารนวดหน้าอก

ประโยชน์ : เพื่อช่วยให้เด็กที่เครียด ๆ หรือปวดศีรษะผ่อนคลาย เนื่องจากเป็นที่ท่าที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมองดีมาก

วิธีบริหาร

-อยู่ในท่านั่งเก้าอี้

-ให้ยกมือข้างที่ถนัดทำนิ้วเป็นรูปตัวแอล (L) หรือใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กางออก

-นำมือรูปตัวแอลวางทาบที่บริเวณหน้าอก ช่วงไหปลาร้าทั้งสอง

-มือข้างที่เหลือวางขวางที่หน้าท้องแล้วกดเบา ๆ

-ใช้มือข้างที่ทำรูปตัวแอลนวดไหปลาร้าเบา ๆ สัก 3-5 นาที โดยให้นวดให้สอดคล้องกับจังหวะการหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ

เสริมสมองให้ฉับไว ต้องให้เด็กอ่านเยอะ ๆ 

เชื่อไหมว่าคุณสามารถบำรุงสมองให้ลูก หรือช่วยการฝึกสมองให้ลูกได้โดยการแนะนำให้เขาอ่านหนังสือ ซึ่งการอ่านหนังสือถือเป็นเคล็ดลับพัฒนาสมองที่ดีเยี่ยม เนื่องจากการอ่านมีประโยชน์ต่อสมองมากมาย ดังนี้

-แม้แต่เด็กพิเศษที่มีความผิดปกติทางสมอง เช่น เด็กออทิสติก หรือเด็กที่มีภาวะแอลดี (LD) ที่ทำให้การเรียนรู้ทำได้ไม่ดีเท่าเด็กทั่วไป แต่หากเขาได้อ่านหนังสือบ่อย ๆ ก็จะช่วยให้พัฒนาการด้านต่าง ๆ ดีขึ้น 

-การอ่านช่วยฝึกสมาธิให้เด็ก และเมื่อเด็กมีสมาธิก็จะจดจำได้ดี และสามารถอดทนทำอะไรนาน ๆ ได้

-การอ่านช่วยฝึกการจดจำคือแม้ในเด็กที่หัวไม่ดี หากได้อ่านเรื่องเดิมบ่อย ๆ ก็จะช่วยให้จำได้เอง ดังนั้น สำหรับเด็กที่เรียนรู้ได้ช้า การอ่านจนเป็นนิสัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้น “พรแสวง” จึงไม่มีทางแพ้ “พรสวรรค์” แน่นอน และหากลูกคุณค่อนข้างเรียนรู้ได้ช้า ก็อย่าลืมฝึกให้เขามีนิสัยรักการอ่านก็จะช่วยได้มาก

-การอ่านจะทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องการเขียนคำ การอ่าน สไตล์การเขียน และอื่น ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะสมองของเด็กจะเรียนรู้ได้เองโดยที่ไม่มีใครไปสอนเขา และยิ่งอ่านเยอะก็เท่ากับเป็นการฝึกสมองไปในตัว

-การอ่านหนังสือประเภทที่ส่งเสริมจินตนาการ การแก้ไขปริศนา หรือการสืบสวนต่าง ๆ จะช่วยพัฒนาสมองให้มีความคิดสร้างสรรค์และรู้จักสังเกตมากขึ้น 

          คุณพ่อคุณแม่คงเห็นแล้วว่า สมองของลูกน้อยเป็นสิ่งที่ต้องมีการส่งเสริมให้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เขาไม่เพียงแต่เรียนดีเรียนเก่งเท่านั้น แต่ยังทำให้เขาสามารถเข้าสังคมได้ดี ซึ่งการเข้าสังคมถือเป็นทักษะอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้เด็กอยู่ร่วมกับคนหมู่มากได้อย่างปกติสุข ดังนั้นการวางรากฐานให้เด็ก ด้วยการส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง จึงเท่ากับเป็นการพัฒนาศักยภาพในการใช้ชีวิตของลูกน้อยด้วยนั่นเอง

 

ติดตามเว็บไซต์ดีๆ